Friday 25th April 2014,
เทพลูกหนัง : SoccerZeus.Com

เรียกผมว่า “คิงส์ เคนนี่”

admin September 14, 2012 Player-Inter, Players 1 Comment
dal_feauter

เคนเน็ท แมททีสัน “เคนนี” ดัลกลิช (อังกฤษ: Kenneth Mathieson “Kenny” Dalglish) เกิดที่เมือง กลาสโกว์ ประเทศ สก๊อตแลนด์ ในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1951 เมื่อเขาอายุได้ 1 ปี ครอบครัวของเขาก็ได้ย้ายไปอยู่ที่แฟลตในเขต มิลตัน ห่างจากใจกลาง กลาสโกว์ ไปทางเหนือเพียง 3 กม. ดัลกลิชชื่นชอบฟุตบอลตั้งแต่ 4 ปี และมีความฝันว่าอยากจะเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอลเรนเจอร์ส เนื่องจากเป็นสโมสรที่อยู่กับบ้านเกิดของตน ดัลกลิช มีคุณพ่อชื่อ บิล ดัลกลิช ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทรถยนต์ และ คุณแม่ของเขาชื่อ แคธี่ ดัลกลิช ในปี ค.ศ. 1974 เคนนี่ ได้แต่งกับงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ มารีน่า และได้กำเนิดลูกๆทั้งหมดสี่คน คือ เคลลี่ ดัลกลิช ,พอล ดัลกลิช,ลอเรน ดัลกลิช และ ลินนาสรี่ ดัลกลิช โดย เคลลี่ ดัลกลิชทำงานเป็นนักข่าว พอล ดัลกลิช เป็นนักฟุตบอลอยู่กับทีม คิลิมาลานร๊อค เอฟซี ในประเทศ สก๊อตแลนด์ ลอเรน ทำงานเป็นพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง กลาสโกว์ และ ลินนาสรี่ เป็นนักดนตรีชื่อดังในเมือง กลาสโกว์ เช่นกัน

เป็นดาวจรัสแสงให้กับ กลาสโกว์ เซลติก

เซลติก และ คัมเบิร์นลีกยูไนเต็ด (นักฟุตบอลเยาวชน)
เคนนี่ ดัลกลิช
ในวัย 16 ปี ลงนามเซ็นสัญญาชั่วคราวกับ สโมสรฟุตบอลเซลติก ในช่วงเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 1968 ก่อนที่จะได้ตัว ดัลกลิชไปนั้น ผู้จัดการทีมของเซลติกในสมัยนั้น จ็อค สเตอิน ส่ง ฌอน ฟอลลอน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมเซลติกไปแอบดู ดัลกลิชกับครอบครัวของเขาที่บ้านของพวกเขา เมื่อดัลกลิช ได้ยินฟอลลอนอยู่ที่ประตูชั้นบน ดัลกลิช รีบเอาโปสเตอร์ของ สโมสรฟุตบอลเรนเจอร์ส จากผนังห้องนอนเขาออกไป เพราะเขารู้ว่า ฟอลลอน จะแอบเอาของที่เขาชอบมากๆออกไปเพื่อเป็นสิ่งประกันในการแลกตัวของ ดัลกลิช ในการแลกตัวไปเล่นให้กับ เซลติก ซึ่งพ่อของดัลกลิชได้เตือนเขาไว้แล้ว แต่ดัลกลิชก้ตัดสินเลือกไปเล่นให้กับ เซลติก เพราะไม่อยากให้ครอบครัวของเขาวุ่นวายไปมากกว่านี้ แต่ก่อนที่ดัลกลิชจะย้ายมาเล่นกับ เซลติกนั้น คณพ่อของเขาได้ลองให้ดัลกลิชไปเล่นกับ คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด เพื่อทดสอบว่าลูกของตนเหมาะสมหรือไม่ที่จะไปเล่นให้กับ เซลติก สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ใน ประเทศ สก็อตแลนด์ ในสมัยนั้นโดยดัลกลิชทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อมาอยู่กับ คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด โดยเขายิงไป 18 ประตู ในการลงเล่นทั้งหมด 37 นัด ในปี ค.ศ. 1968 ดัลกลิชย้ายจาก คัมเบิร์นลีก ยูไนเต็ด มาสู่ เซลติก ตามคำขอของตัวเขาเอง โดยดัลกลิชก็ได้โชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมด้วยการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมของเขาได้สวย ถึงแม้จะยิงประตูไม่ได้ก็ตาม แต่ ดัลกลิชในวัย 16 ปีก็ยังดีใจที่ความพยามและความมั่นใจของตนเพิ่มพูนอยู่ตลอดจนเขาได้ถูกคัดเลือกให้มาเป็น นักฟุตบอลกองหน้าของ เชลติก

เซลติก (นักฟุตบอลมืออาชีพ)
พอเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ในปี ค.ศ. 1969 เคนนี่ ดัลกลิช ได้ลงเล่นเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรกโดยเขาได้ทำประตูไป ในฤดูกาล 1968-69 ไปได้ 14 ประตู และในช่วง 1969-70 30 ประตู ดัลกลิชเคยบอกกับตนไว้ว่า ถึงแม้เราจะไม่ได้เล่นให้กับทีมเรนเจอร์สทีมที่เราชื่นชอบ แต่ยังไงเราก็ยังได้เป็นนักฟุตบอลยังที่ใฝ่ฝันเอาไว้ไม่ว่าจะอยู่กับทีมไหนก็ตาม คำกล่าวของนักฟุตบอลสายเลือดสก๊อตกล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจบฤดูกาล 1969-70 และในฤดูกาล 1970-71 ความฝันของดัลกลิชก็เป็นจริงเมื่อเขาได้พาทีมของเขาไปสู่รอบชิงชนะเลิศ ถ้วย สก๊อตติ๊ซ ลีก คัพ ไปเจอกับ เรนเจอร์ส โดยแข่งกันเสมอกันไป 2-2 แล้วในช่วงต่อเวลาพิเศษ ดัลกลิชได้ทำไป 2 ประตู ทำให้เซลติกชนะไป 4-2 ซึ่งเป็นผลงานที่ดัลกลิชภาคภูมิใจมากที่สุดตั้งแต่เขาเริ่มรู้จักฟุตบอลมา และในฤดูกาลนี้ดัลกลิชทำประตูไปได้ 23 ประตู และในช่วงฤดูกาล 1976-77 ดัลกลิชได้ถูกให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมของสโมสรฟุตบอลเซลติก แล้วก่อนที่ดัลกลิชจะได้ถูกซื้อตัวไปเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล ในฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ประเทศอังกฤษ (ลีกสูงสุดในขณะนั้น) ดัลกลิชได้ทำลายสถิตการทำประตูให้กับเซลติกไป 167 ประตู โดยได้ลงเล่นทั้งหมด 322 นัด รวมทั้งหมด 9 ฤดูกาล ซึ่งเป็นนักฟุตบอลของเซลติกคนแรกที่ทำประตูมากกว่า 150 ประตู ใน 9 ฤดูกาล

ก้าวสู่ความสำเร็จกับลิเวอร์พูล

บ็อบ เพลสลี่ย์(ซ้าย) ผู้จัดการทีมผู้เป็นตำนานของเหล่าเดอะ ค็อปส์ คือผู้ที่เซ็นต์สัญญาดึง เคนนีเข้าค่ายเครื่องจักรสีแดง “ลิเวอร์พูล” ในปี 1977

ในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1977 ลิเวอร์พูลได้ซื้อ เคนนี่ ดัลกลิช ในวัย 26 ปี ด้วยค่าตัวสูงสุดถึง 18 ล้านบาทซึ่งเป็นสถิติในการซื้อนักฟุตบอลของเกาะอังกฤษในยุคนั้น โดย เควิน คีแกน เพื่อนรวมทีมของลิเวอร์พูลในยุคนั้นมั่นใจในตัวของดัลกลิชว่า ชายคนนี้อาจจะเป็นนักเตะที่ดีและมีชื่อเสียงและนำลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ โดยดัลกลิชได้ลงเล่นนัดแรกหลังจากเขาย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลได้ 1 สัปดาห์ และโชว์ฟอร์มอันแข็งแกร็งได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเป็นคนทำไป 4 ประตูในนัดที่เจอกับ มิดเดิลสโบรช์ ทำให้ลิเวอร์พูลเก็บ 3 แต้มสำคัญได้และเป็นการทำ แฮตทริก ของเขาในนัดที่ลงแข่งวันแรก โดยถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของสโมสรลิเวอร์พูล

ในช่วงปลายฤดูกาล 1977-78 ดัลกลิชนำลิเวอร์พูลได้แชมป์ฟุตบอลยุโรปถึง 3 ถ้วยโดยมี  ดิวิชั่น 1 อังกฤษ, ยูโรเปี้ยนคัพ (ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก) และ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ และดัลกลิชได้ถูกขึ้นเป็นดาวซัลโวในดิวิชั่น 1 ประเทศอังกฤษในช่วงฤดูกาลนั้นอีกด้วย โดยทำไป 61 ประตู ในฤดูกาล 1978-79 ตัวดัลกลิชเองได้ถูกเลือกเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดจากสมาคมเอฟเอ ในประเทศอังกฤษ เคนนี่ ดัลกลิช ทำผลงานต่างๆ ให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลได้มากมายไม่ว่าจะเป็น แชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ในประเทศ, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ รวมทั้งหมดถึง 22 ถ้วย และรวมถึง นักฟุตบอลดีเด่นประจำฤดูกาลของเกาะอังกฤษมาแล้ว 2 ครั้ง โดยดัลกลิชได้อยู่ร่วมกับผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลมา 2 ยุคแล้ว คือ บ๊อบ เพสลีย์ และ โจ เฟแกน ซึ่งผู้จัดการทีม 2 คนนี้ก็ได้ชม เคนนี่ ดัลกลิช ว่า “ชายชาวสก็อตคนนี้มีพรสวรรค์ เล่นได้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าลิเวอร์พูลจะอยู่ในยามไหน เขาก็จะนำแสงสว่างและชัยชนะมาให้หงส์แดงอยู่เสมอ พวกเราชาวลิเวอร์พูลคิดถูกแล้วที่เลือกชายคนนี้มาเพื่อจะปั้นเขาให้เป็นตำนานของลิเวอร์พูลที่อยู่ในขวัญใจชาวเดอะค็อปทั่วโลกตลอดไป” คำพูดของ บ๊อบ เพสลีย์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในช่วงฤดูกาล 1974-1983 และคำกล่าวของ โจ เฟแกน ผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลในช่วงฤดูกาล 1983-1985 โดยในยุคนั้นลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก “เพราะหนุ่มคนนี้ เขาได้สร้างความสำเร็จให้กับสโมสรเป็นอย่างมาก ไม่แน่ในอนาคตเขาอาจจะได้เป็นราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลิเวอร์พูลเลยก็ได้ และเดอะค็อปทั่วโลกได้ตั้งนามให้เขาว่า “คิง” เพื่อให้ เคนนี่ ดัลกลิช นักฟุตบอลสายเลือดสก๊อตคนนี้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลและจะเป็นขวัญใจของเดอะค็อไปทั่วโลกตลอดไป”

กอดคอชูถ้วยแชมป์กับคู่หูรู้ใจ อย่าง เอียน รัช

และในช่วงฤดูกาล 1984-85 โจ เฟแกน ได้ขอลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูล เดอะค็อปทั่วโลกจึงเสนอ เคนนี่ ดัลกลิช เป็นผู้จัดการทีมคนต่อไปของลิเวอร์พูล และในช่วงปลายฤดูกาล 1989-90 ดัลกลิชในช่วงผู้จัดการทีมได้นำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ของเกาะ อังกฤษ ซึ่งเป็นแชมป์ที่ 18 ของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่ เคนนี่ ดัลกลิช มอบให้สโมสรลิเวอร์พูล และเขาได้กล่าวไว้ก่อนที่เลิกเล่นอาชีพนักฟุตบอลเอาไว้ว่า “ผมภูมิใจมากที่ได้เล่นมาเล่นให้สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลแห่งนี้ชีวิตของผมได้ผ่านสิ่งต่างๆมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอล,การคุมทีมฟุตบอล,การช่วยเหลือผู้อื่น,การเป็นลุกที่ดีของคุณพ่อคุณแม่ ผมภูมิใจมากๆเลยครับ และผมเชื่อว่าลิเวอร์พูลของผมอาจจะยิ่งใหญ่ต่อไปถึงแม้จะไม่มีผมก็ตาม คำกล่าวของนักฟุตบอลชาวสก็อต ในวัย 40 ปี ก่อนที่จะออกจาก แอนฟิลด์ ไปในปี ค.ศ. 1991 ด้วยสถิติลงเล่นไป 501 นัด ทำประตูไปได้ 169 ประตู

ภาพ “คิงส์ เคนนี” ยืนชูถ้วยแชมป์กับลิเวอร์พูล มีให้เห็นจนชินตาในยุค 80

ในบทบาทผู้จัดการทีม
ลิเวอร์พูล (ผู้จัดการทีม)

หวนกลับมาคุม ลิเวอร์พูล อีกครั้งในฤดูกาล 2011-2012 แต่ทว่ากลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ในช่วงฤดูกาล 1984-85 โจ เฟแกน ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในช่วงปี 1983-85 ได้ขอลาออกจากสโมสรเพราะเรื่องของการเมืองในประเทศของเขา ประธานสโมสรก็ไม่รู้ว่าจะเอาใครมาเป็นผู้จัดการทีมดี โดยเขาได้จัดตั้งกิจกรรมการเลือกโหวตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลขึ้นให้แฟนเดอะค็อปได้คิดกัน แล้วมีเดอะค็อปกลุ่มหนึ่งได้เสนอ เคนนี่ ดัลกลิช มาเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล โดยประธานของสโมสรก็ได้เห็นด้วยจึงเลยเรียกตัว เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาคุมทีม โดยการคุมครั้งแรกของดัลกลิชนั่นทำผลงานไปได้สวยเมื่อเข้ามาคุมทีมนัดแรกเก็บชัยชนะได้โดยบุกไปเยือน เชลซี โดยลิเวอร์พูลชนะไป 1-0 และคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ของอังกฤษมาครองได้เป็นครั้งที่ 15 และในฤดูกาล 1987-88 ดัลกลิชได้ซื้อนักฟุตบอลที่ชื่อ ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ กองหน้าจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มาเสริมทีม โดยหวังจะปั้นเขาให้เก่งเหมือนตน ซึ่งเจ้าหลอเล็ก ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ก็ไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง และในปีนี้เองดัลกลิชนำหงส์แดงคว้าแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ของอังกฤษ และ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ มาได้และในช่วงฤดูกาล 1988-89 ดัลกลิชได้นำทีมลิเวอร์พูลไปคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ได้สำเร็จโดยชนะสโมสรคู่เมือง คือ เอฟเวอร์ตัน ไป 3-2 และในช่วงฤดูกาล 1989-90 และ 1990-91 ดัลกลิชได้นำทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวชั่น 1 ของอังกฤษ และ เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ มาได้ก่อนที่เขาจะลาออกจากผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล โดยในนัดสุดท้ายที่เขานำทีมลิเวอร์พูลไปเยือน สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในรอบชิงคอมมูนิตีชิลด์ โดยเสมอไป 1-1 แต่คว้าแชมป์ได้ด้วยการยิงจุดโทษชนะไป 6-5

ในฤดูกาล 2011-2012 ดัลกลิชกลับมาคุมลิเวอร์พูลอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังของผู้บริหารทีมและแฟนบอล เนื่องจาก รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการคนก่อนหน้านั้นมีผลงานที่ไม่ดี แต่ว่าผลงานของทีมในฤดูกาลนี้ กลับทำได้เพียงแค่แชมป์ลีกคัพเท่านั้น แม้จะเป็นแชมป์แรกของทีมในรอบ 6 ปี และได้เข้าชิงเอฟเอคัพกับเชลซี แต่อันดับในตารางเมื่อจบฤดูกาล ลิเวอร์พูลทำได้เพียงแค่ที่ 8 เท่านั้น ซึ่งอันดับต่ำกว่า เอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมืองเสียอีกที่ได้ที่ 7 ทำให้เมื่อจบฤดูกาลทางผู้บริหารตัดสินใจปลดดัลกลิชออกจากตำแหน่ง

แสดงความดีใจกับ อลัน เชียเรอร์ ในวันที่ทั้งคู่ประสบความสำเร็จด้วยกัน

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (ผู้จัดการทีม)
ในช่วงเปิดฤดูกาลใหม่ในฟุตบอลดิวิชั่น 2 ประธานสโมสร แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ได้จ้าง เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาคุมทีม โดยดัลกลิชได้ตอบตกลง ในช่วง 1991-92 ดัลกลิชนำทีม แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส เก็บชัยชนะได้มาเกือบหมดโดยดัลกลิชได้วางแผนให้กับแบล็กเบิร์นโรเวอร์สไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเสริมแนวรุกหรือการป้องกันลูกยิงของทีมอื่นๆ ซึ่งดัลกลิชได้นำทีมแบล็กเบิร์นโรเวอร์สเก็บชัยชนะมาได้ 78 แต้มซึ่งเป็นอับดับ 1 ของฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ในอังกฤษโดยได้ลงแข่งทั้งหมด 36 นัด คว้าชัยชนะมาได้ 31 นัด เสมอ 3 นัด แพ้แค่ 2 นัด จึงให้ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ของอังกฤษ ได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นขึ้นไปในเล่น พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ในฤดูกาล 1993-94 ดัลกลิชนำทีม แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จบอันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีก ได้โดยมีแต้ม 84 แต้ม ซึ่งตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นที่ 1 อยู่ 8 แต้ม โดยได้ลงแข่งไป 42 นัด ชนะ 25 นัด เสมอ 9 นัด แพ้ 8 นัด แล้วในฤดูกาล 1994-95 นัดแรกที่ลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก คือนัดที่เจอกับ  ทอตนัม ฮอตสเปอร์ โดยได้เสมอไป 2-2 แล้วนัดในสุดท้ายเจอกับ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยู่ในภายใต้การคุมทีมของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยดัลกลิชนำทีมแบล็กเบิร์นคว้าชัยชนะไปได้ 3-2 จึงทำให้แบล็กเบิร์นโรเวอร์สมีแต้มทั้งหมด 89 แต้ม สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาได้สำเร็จและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ แบล็กเบิร์น โรเวอร์สในการคว้าแชมป์ลีกสุงสุดของอังกฤษ โดยในขณะที แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด , นอตทิงแฮม ฟอเรสต์, ลิเวอร์พูล มี 88 , 77 , 74 แต้มตามลำดับ โดย เคนนี่ ดัลกลิช ได้ถูกจารึกในประวัติของสโมสร แบล็กเบิร์น โรเวอร์สในการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาให้กับสโมสรได้เป็นครั้งแรกแล้วได้นำทีมไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกของสโมสรอีกด้วย แต่ เคนนี่ ดัลกลิช ก็ได้ขอลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส เนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของเขา ซึ่งปัจจุบันทาง แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ยังยกย่อง เคนนี่ ดัลกลิช ว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ดีอันดับต้นของสโมสรมาตลอด

แชะรูปคู่กับ ทิม เชอร์วู้ด กัปตันทีม นำพาแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ขึ้นสู่จุดสูงสุดของประเทศ สร้างประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ให้กับสโมสร ในฤดูกาล 1994-95

เกียรติยศและถ้วยรางวัลที่ได้รับในฐานะนักฟุตบอล
กับสโมสรเซลติก
แชมป์
แชมป์ดิวิชั่น 1 สก็อตแลนด์/สก็อตติช พรีเมียร์ ลีก – 1971/72, 1972/73, 1973/74, 1976/77
แชมป์สก็อตติช คัพ – 1971/72, 1973/74, 1974/75, 1976/77

รองแชมป์
รองแชมป์ดิวิชั่น 1 สก็อตแลนด์/สก็อตติช พรีเมียร์ ลีก – 1975/76
รองแชมป์สก็อตติช คัพ – 1972/73
รองแชมป์สก็อตติช ลีก คัพ – 1971/72, 1972/73, 1973/74, 1975/76, 1976/77

กับสโมสรลิเวอร์พูล

นอนกอดถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ เป็นภาพที่นักฟุตบอลหลายคนใฝ่ฝัน

แชมป์
แชมป์ดิวิชั่น 1 (ลีกสูงสุด) – 1978/79, 1979/80, 1981/82, 1982/83, 1983/84, 1985/86
แชมป์เอฟเอ คัพ – 1985/86
แชมป์ลีก คัพ – 1980/81, 1981/82, 1982/83, 1983/84
แชมป์แชร์ริตี้ ชิลด์ – 1977/78, 1979/80, 1980/81, 1982/83, 1986/87
แชมป์ยูโรเปียน คัพ – 1977/78, 1980/81, 1983/84
แชมป์ยูโรเปียน ซุเปอร์ คัพ – 1977/78

รองแชมป์
รองแชมป์ดิวิชั่น 1 (ลีกสูงสุด) – 1977/78, 1984/85, 1986/87
รองแชมป์ลีก คัพ – 1977/78, 1986/87
รองแชมป์แชร์ริตี้ ชิลด์ – 1983/84, 1984/85
รองแชมป์ยูโรเปียน คัพ – 1984/85
รองแชมป์ยูโรเปียน ซุปเปอร์ คัพ – 1978/79
รองแชมป์ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก – 1981/82, 1984/85

เกียรติยศส่วนตัวในฐานะนักเตะ
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA เมื่อปี 1983
Football Writers’ Association Player of the Year เมือปี 1979, 1983
ได้รับเกียรติถูกบรรจุลงในฮอลล์ ออฟ เฟรมของอังกฤษ เมื่อปี 2002
ถูกโหวตให้อยู่ในอันดับที่ 1 ในการโหวตของแฟนๆบอลลิเวอร์พูลในเรื่องของนักเตะที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเดอะ คอปมากที่สุด

กับทีมชาติ

ในชุดทีมชาติ สกอตแลนด์

ติดทีมชาติสก็อตแลนด์ทั้งสิ้น 102 เกม ทำได้ 30 ประตู
ได้รับเกียรติถูกบรรจุลงในฮอลล์ ออฟ เฟรมของสก็อตแลนด์
ติด 1 ใน 100 นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของฟีฟ่า
ได้รับเกียรติให้เป็นพลงเมืองกิติมศักดิ์ของเมืองกลาสโกว์ในปี 1986

เกียรติยศและถ้วยรางวัลที่ได้รับในฐานะผู้จัดการทีม
กับสโมสรลิเวอร์พูล
แชมป์
แชมป์ดิวิชั่น 1 (ลีกสูงสุด) – 1985/86, 1987/88, 1989/90
แชมป์เอฟเอ คัพ – 1985/86, 1988/89
แชมป์แชร์ริตี้ ชิลด์ – 1986/87, 1988/89, 1989/90, 1990/91

รองแชมป์
รองแชมป์ดิวิชั่น 1 (ลีกสูงสุด) – 1986/87, 1988/89, 1990/91
รองแชมป์เอฟเอ คัพ – 1987/88
รองแชมป์ลีก คัพ – 1986/87

กับสโมสรแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
แชมป์
แชมป์เพลย์ออฟ (ดิวิชั่น 1) – 1991/92
แชมป์พรีเมียร์ ลีก – 1994/95

รองแชมป์
รองแชมป์พรีเมียร์ ลีก – 1993/94
รองแชมป์แชร์ริตี้ ชิลด์ – 1994/95

กับสโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
รองแชมป์
รองแชมป์พรีเมียร์ ลีก – 1996/97
รองแชมป์เอฟเอ คัพ – 1997/98

กับสโมสรเซลติก
แชมป์
แชมป์สก็อตติช ลีก คัพ – 1999/2000

รองแชมป์
รองแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ ลีก – 1999/2000

เกียรติยศส่วนตัวในฐานะผู้จัดการทีม
ผู้จัดการยอดเยี่ยมประจำปี – 1985/96, 1987/88, 1989/90, 1996/97

คิงส์ เคนนี ราชันย์เทพลูกหนังแห่ง แอนฟิลด์

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก :
- www.th.wikipedia.org
- www.mthai.com
เรียบเรียงโดย : SoccerZeus.com

Like this Article? Share it!

About The Author

admin

นาย การ์ตูน เทพลูกหนัง (SoccerZeus)

  • http://www.facebook.com/sukhaphot Sukhaphot Sunonchai

    เทสต์